สวัสดี

posted on 25 Nov 2009 19:30 by tanguy-

     

         ก็แบบว่าอยากอัพนล็อกกับเขาบ้าง รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่เวลามันน้อยเกินกว่าจะเขียนออกมาได้ถูกใจ เลยขออัพงานเก๊าเก่า ในเอนทรี่นี้ละกันนะครับ และต้องขอโทษหากไปเมนท์ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆในบล็อกช้าไปสักหน่อย (ช่วงนี้คงไม่ค่อยได้เข้ามาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน) ไม่รู้ที่อื่นเป็นไง แต่หน้าหนาวแถวนี้เริ่มโดนลักพาตัวหายไปทีละหนาวสองหนาวแล้ว  ไม่อยากให้หนีหน้าไปไหนเลย หน้าหนาว ยังไงก็ดูแลสุขภาพกาย&ใจ กันไว้ด้วยนะครับ

 

ทำงานวันแรก

 

 

 

"โอ้ย".... ฉันสะบัดมือไปมาด้วยความตกใจ เมื่อน้ำเดือดในหม้อกระเด็นมาสัมผัสมาโดนที่มือเข้าอย่างจังในตอนเช้าก่อนจะออกจากบ้าน

            ฉันเดินออกไปยืนรอรถเมล์ เพื่อจะเดินทางไปทำงาน การรอคอยรถเมล์สายประจำใช้เวลาราวๆ 40 นาที แม้จะเพิ่ง 6โมงกว่าๆ แต่แสงแดดก็ดูจะร้อนไม่ได้น้อยไปกว่าน้ำแกงร้อนๆเมื่อเช้านี้เลย  ควันจากท่อรถเริ่มจับเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ก่อตัวรวมกันเป็นควันก้อนขนาดใหญ่พอที่จะปกคลุมบริเวณที่ฉันยืนอยู่ให้มืดลงได้

 การอคอยรถเมล์คันดังกล่าวเริ่มพอจะเห็นแววขึ้นมาบ้าง  ข้างหน้ารถคันที่รอ มีรถตู้จอดสนิทนิ่งอยู่ 2 คัน ตามหลังด้วยรถมินิบัส ที่มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ที่ขาดซีด ทำหน้าที่เรียกคนที่ยื่นอยู่บริเวณนั้น ด้วยการเชิญชวนอย่างไม่เป็นมิตรนัก เหมือนชวนให้ไปร่วมชะตากรรมด้วยกัน บนถนนหนทางข้างหน้า 

         ฉันเดินผ่านรถคันนั้นไปยังรถคันที่ผ่านไปยังที่ทำงาน ผู้คนทั้งหญิงชายในวัยคราวเดียวกันและต่างวัยเดียวกัน  ต่างพยายามแทรกตัวฝ่าคนที่กำลังทยอยก้าวขาขึ้นรถ บางคนทำได้เพียงยื่นแขนไปเกี่ยวกับขอบหน้าต่างส่วนอีกมือหิ้วสัมภาระ  บางคนก็จำเป็นต้องยืนเป็นกระต่ายขาเดียวเหมือนสมัยที่เล่นตอนเด็กๆทั้งๆที่วัยในตอนนี้เกิน 50 ไปแล้ว

         ฉันหยุดยืนมองด้วยสายตาอ้อนวอน เพื่อว่าจะมีใครสักคนเห็นใจ ยอมที่จะเบี่ยงตัวให้ฉันไปเล่นไกรยกรรมบนนั้นบ้าง รถเมล์คันนี้ยังคงจอดนิ่งๆ มีเพียงเสียงแตรที่ดังซ้ำซาก ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเร่งให้คันหน้าเคลื่อนที่ออกไป แต่ดูแล้วคงจะไม่เป็นผลสำเร็จแน่ๆ ถ้าไม่มีตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเสียงกับนกหวีด

         ยิ่งเข็มบนหน้าปัดนาฬิกาเดินหมุน ซ้ำไปซ้ำมามากเท่าไหร่ความกังวลใจก็เพิ่มพอกพูนขึ้นตามลำดับ แสงแดด ฝุ่นควัน เสียงรถ เริ่มรวมตัวทำร้ายและทำลายผิวหนัง ทางเดินหายใจ ประสาทการได้ยินมากขึ้นตามไปด้วย

          ฉันตัดสินใจก้าวเดินผ่านจากป้ายรถเมล์ไปในระยะที่น่าจะสมควรแก่การเรียกรถแท็กซี่  พอได้เข้าไปนั่งทางเบาะด้านหลัง แอร์จากรถมันน่าจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง ถ้าไม่มีกลิ่นของนิโคตินที่ถูกขังตกค้างอยู่ภายในรถคันนี้

         เมื่อเดินทางมาถึงที่ทำงาน มิเตอร์แสดงราคา 53 บาทอย่างชัดเจน แบงค์ห้าสิบกับแบงค์ยี่สิบถูกยื่นให้คนขับ ทุกอย่างดูอยู่ในความเงียบ ชั่วยึดใจเสียงชายหนุ่มวัยกลางคนเปล่งออกมาว่าไม่มีเศษนะ ฉันนั่งนิ่งอีกครั้งก่อนตัดสินใจลงจากรถ

         เท้าทั้งสองข้างก้าวเร็วขึ้น เหมือนกับมันจะแข่งกันก้าวอย่างนั้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้น

 แต่ความเร็วคงยังไม่พอ เมื่อประตูลิฟท์กำลังเลื่อนเข้าหากันก่อนฉันจะไปถึง  เมื่อความเร็วในการเดินเท้าพลาดไปแล้ว ฉันจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งขึ้นบันไดโดยหวังเพียงเพื่อจะรอให้ทันไอ้เจ้าเครื่องอิเล็คทรอนิคชิ้นใหญ่นี้ในชั้นใดชั้นหนึ่ง  เพราะฉันรู้ตัวดีกว่าคงไม่มีทางวิ่งขึ้นถึงชั้น19ได้เป็นแน่แท้ และความพยายามก็เป็นผลสำเร็จในชั้นที่ 5

         ฉันโดนตำหนิจากหัวหน้า อย่างที่นึกเอาไว้ไม่ผิดไม่เพี้ยน ก่อนนั่งลงประจำโต๊ะทำงานของผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งถูกเลิกจ้างไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนแต่ตอนนี้มันถูกยกให้กับฉัน  ฉันพยายามทำความเข้าใจกับงานที่ได้รับมอบหมายทุกอย่าง

         จนถึงเวลาพักเที่ยง ฉันออกไปกินข้าวข้างนอกกับเพื่อนใหม่และพี่ๆที่ทำงานด้วยกันในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านนั้น  เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเผลอเอามือปัดโดนแก้วน้ำส่งผลให้ สีแดงๆของน้ำทิ้งเป็นคราบให้ดูต่างหน้าบนเสื้อของฉัน  มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อย่างไม่ตั้งใจของเพื่อนคนหนึ่ง ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ซึ่งมันก็รวมถึงฉันเข้าไปด้วย 

         การทำงานในภาคกลางวัน เริ่มดูเป็นกันเองขึ้น แล้วฉันรับโทรศัพท์หลังจากส่งเสียงดังขึ้นไม่กี่วินาที  ยังไม่ทันจะพูดประโยคใดต่อจากคำว่าสวัสดีค่ะ เสียงตามสายก็ดังแทรกขึ้นด้วยคำหยาบคาย เจ้าของเสียงนั้นขนสัตว์นานาชนิดมาให้ฉันได้รู้จัก นี่ยังไม่รวมถึงอวัยวะที่ใช้สืบพันธ์ที่เจ้าคนนั้นก็มอบไว้ให้ฉันด้วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้ฉันตัดสินใจวางหูมันให้เข้าที่ตามเดิม เพื่อนร่วมงานหันมาทำหน้างงๆ แต่ฉันสิงงเป็นไก่ตาแตกไปทั้งสองข้างเลย มือไม้สั่นอย่างบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร ก่อนจะได้สติเมื่อมีเสียงเพื่อนร่วมงานถามขึ้นว่าเกิดอะไร หลังจากที่เล่าเรื่องราวให้ฟัง เพื่อนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นฝีมือและฝีปากของแฟนเก่าที่เคยนั่งทำงานที่โต๊ะนี้  

         หลังเลิกงานร่ำลาเพื่อนและพี่ๆที่ทำงาน  ฉันก็ขึ้นไปยืนบนรถเมล์ที่เบียดเสียดยัดเหยียดด้วยผู้คนมากหน้าหลากตา  แถมยังต้องทนสูดกลิ่นควันจากท่อไอเสียรถมาตลอดทางที่มาร้านอาหารแห่งนี้

 

 

         ฉันผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังจนจบ

         ..................................

         ............................................

 

         ตอนนี้เขาเอามือซ้ายของเขามากุมอยู่ที่มือทั้งสองของฉัน ในขณะที่มือขวาเขาค่อยๆลูบลงบนหัวของฉัน แล้วพูดขึ้นว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคุณก็ตาม ผมจะอยู่ข้างคุณเสมอ

         น้ำตาของฉันไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว  ถึงแม้วันนี้ฉันเจออะไรที่มันหนักหนามามากมายแค่ไหนก็ตาม  แต่ฉันว่า การมีใครสักคนหนี่ง มาอยู่เคียงข้างเราในเวลาที่เราอ่อนแอ มันเป็นอาหารใจที่วิเศษที่สุด

 

 

                                    ………………………………………………

 

 

 

เธอคือสายลมอุ่น..โลกจึงหมุนอย่างอ่อนโยน

เธอทำให้นิยามความรักฉันเปลี่ยนไป

ความรักไม่ใช่เพียงมองสบตาแล้วทำให้ใจหวั่นไหว

ความรักที่ไม่ได้มีเพียงถ้อยคำหวาน

ความรักที่ไม่ได้แลกกันที่ของกำนัล

ความรักที่ไม่ใช่เพียงรอยยิ้มหรือรอยจูบ

...

ความรักของเธอคืออยู่เคียงข้าง

จับมือไว้แน่นๆไม่ว่าวันนั้นจะสุขหรือเศร้า

จะดีหรือร้ายอย่างไร

เราก็ยังมีกันและกันเสมอ

คนดี..ฉันรักในความรักของเธอเหลือเกิน

...................................

 

ภาษาเขียน: แทณ (เขียนไว้ทั้งนานทั้งเก่ามากแล้ว)

ภาษากวี:  ไม่รู้ว่าใครเขียนเอาไว้

 

ถ้าชอบขอ กับคอมเมนท์ก็พอครับ