เรื่องสั้นก่อนลำดับที่๑

กับตอนที่ชื่อว่า : อุบัติเหตุของความเหงา
 
 

นคืนที่สายฝนร่ำร้องเป็นทำนองของความเหงา

ความเงียบงันค่อยๆคืบคาน รุกล้ำเข้าไปภายในห้องหับทั้งสี่ ที่มีขนาดพื้นที่ทั้งหมดเท่ากำปั้น  ความเหงาล้มตัวลงนอนนิ่ง โดยที่ไม่มีบทสนทนาใดๆสอดแทรก  ความอ้างว้างกำลังลงหลักปักฐานกับความหมองหม่น ที่กำลังถูกเพ่งเล็งจากความมืดโดยรอบ

     แม้จะเคยสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้มาแล้ว แต่ผมก็ไม่มีทีท่าว่าจะชอบพอ หรือแอบปันใจเอนเอียงให้กับความรู้สึกแบบนี้เอาเสียเลย 
 

 

     คืนนี้..มีเพียงตัวหนังสือที่รอการอ่านจากผม เรียงรายอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่พอจะเป็นเพื่อนผมได้ หลังจากที่เมื่อวาน ผมส่งไปหาผู้ที่เป็นเจ้าของอีเมล์ที่เปิดอยู่ในตอนนี้  ผมรู้จักกับเจ้าของอีเมล์นี้ราวๆสองปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยการคุยผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในห้องสนทนาของเว็ปไซด์แห่งหนึ่ง
 

              “ สวัสดีค่ะ เหงาเหรอค่ะถึงมาเล่นซะดึกเลย ให้คุยเป็นเพื่อนไหมค่ะ”
              “ สวัสดีครับ ชื่ออะไรครับ อายุเท่าไหร่ เล่นที่ไหนครับ เรียนอยู่หรือว่าทำงาน ”
              “ ชื่อตาลค่ะ อีกสองเดือนก็จะอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เล่นที่บ้าน ไม่ได้เรียนหนังสือและก็ไม่ได้ทำงานด้วยค่ะ คุณละค่ะ ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เล่นที่ไหน เรียนหรือว่าทำงาน มีแฟนหรือยัง  และก็เหงาหรือค่ะถึงมาเล่นซะดึกเลย”
             “ ชื่อเอกครับ อีกสองปีก็จะเข้าเลขสาม เล่นที่บ้าน ทำงานแล้ว ยังไม่มีแฟนครับ  ก็เลยต้องมานั่งเหงาอยู่นี่ไงครับ ” 

     หลังจากทำความรู้จักกันแล้ว บทสนทนาของเราสองคน เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกกลมๆดวงนี้ แม้จะไม่ได้ดูฉูดฉาด บาดตา เร้าใจ โจ๋งครึ่ม เหมือนกับใครๆในห้องสนทนา แต่มันก็ครุกรุ่นอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่สวยงาม ควรแก่การจดจำ ก่อนที่จะปิดเปลือกตาลง ผมวางคำถามที่ตาลฝากเอาไว้ ลงข้างๆเบอร์โทรศัพท์ของเธอ


             “ พี่ลองเดาดูสิ ว่าทำไมเค้าถึงไม่เรียนต่อ เอาไปนอนคิดเป็นการบ้านคืนนี้
ไว้พี่คิดออกเมื่อไหร่พี่ก็โทรมาเค้า พี่จะได้ไม่ลืมเค้าไง ตกลงตามนี้นะคะ งั้นคืนนี้นอนหลับฝันดีนะค่ะ”

             “ เด็กสมัยนี้มันจะมีอะไร..มันก็พวกเด็กติดเที่ยว ขี้เกียจเรียน ไม่อยากเรียนต่อ อะ..มึงลองคิดดู ถ้าที่บ้านไม่มีเงินจริงๆ ไม่มีขนาดจะส่งลูกเรียนต่อ ก็ไม่น่าจะมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ที่บ้าน  และถ้าเด็กอยากเรียนต่อจริงๆ มันก็หางานทำไปด้วยก็ได้นี่หว่า หรือไม่ก็ไปกู้เงินกองทุนกู้ยืมก็ได้ ”
             “ เฮ้ย..หรือไม่แน่คืนนั้นมึงอาจจะโดนเด็กหลอกก็ได้ว่าเล่นเน็ตอยู่บ้าน จริงๆแล้วเด็กมันอาจจะเล่นอยู่ร้านเน็ตข้างนอก และลองคิดดู เด็กเพิ่งยังไม่เต็มยี่สิบดีเลย อยู่นอกบ้านตอนตีสอง ”
             “ มึงก็ลองดูสิ  ไม่ต้องคิดมาก ถ้าเป็นเด็กเที่ยวจริงๆ ก็ลองคบๆไป ถือซะว่าเป็นการแจกทุนอาหารกลางคืนให้กับเด็ก ”

      ไอ้ชัยกับไอ้ตี๋สองเพื่อนซี้ต่างออกความเห็น หลังจากที่ผมเล่าเรื่องในคืนนั้นให้มันฟัง แม้ฟังดูแล้วมันก็ทำให้น่าคิดอย่างที่ทั้งสองบอกก็เหอะ แต่ผมก็ยังไม่อยากปักใจเชื่ออย่างนั้นนักหรอก เพราะเท่าที่คุยกับตาล แม้จะแค่สองชั่วโมงก็ตาม แต่ดูตาลเขาก็เป็นคนมีความคิดดีๆคนหนึ่ง แล้วจะเป็นอย่างที่เพื่อนทั้งสองพูดได้จริงเหรอ
       แต่ในโลกไซเบอร์ ยังไงก็ไม่สามารถเข้าไปดูความรู้สึกของตัวหนังสือที่เห็นได้ ทุกอย่างอาจถูกปรุงรส ใส่สีสันเชื้อเชิญให้ชวนเชื่อ ให้เกิดอยากลิ้มลอง แต่พอกินเข้าไปก็ไม่ต่างจากแอปเปิ้ล ที่แม่มดแอบใส่ยาพิษให้สโนไวท์กิน

       จากวันนั้น ผมและตาลยังคงติดต่อกันทั้งทางโปรแกรม msn และทางโทรศัพท์ แต่ความจืดจางเริ่มชัดเจนขึ้น อาจจะมาจากปริมาณของงานที่เพิ่มขึ้น การติดต่อที่ขาดหายไปจากหนึ่งวันก็เป็นสอง สาม สี่วันจนครบสัปดาห์ ทวีคูณเพิ่มเป็นเดือน ซึ่งตาลเองก็ไม่ได้โทรมาหาผม เพราะเห็นว่าผมไม่ค่อยว่าง
       เมื่อระยะห่างเพิ่มจำนวน ปริมาณความผูกพันจึงเริ่มหยุดนิ่งอยู่คงที่ ความห่างเหินกลายเป็นห่างหาย ผมเปลี่ยนอีเมล์ใหม่โดยแจ้งกับทุกคนที่เป็นรายชื่อผู้ติดต่อ ยกเว้นตาล ผมเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ และผมก็ทำเช่นเดียวกับตอนเปลี่ยนอีเมล์ นอกจากไม่ได้บอกตาลแล้ว ผมยังไม่ได้บันทึกเบอร์ของตาลไว้อีกด้วย  ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยหวนคิดที่จะกลับไปเปิดดูอีเมล์อันเก่าเลย คิดเพียงว่าเมื่อผมขาดการติดต่อไป ตาลก็คงทำเช่นเดียวกับผม

       ในคืนนี้..แม้จะรู้สึกอุ่นใจอยู่บ้างก็ตามที่ได้รับการตอบกลับของตาล แต่ลึกๆแล้วก็รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

              “ สบายดีค่ะพี่ ฝนตกทุกวันค่ะ ก็ดูแลสุขภาพอยู่แล้วเพราะไม่เคยออกไปตากฝน55+
ตอนนี้นิยายเรื่องใหม่ (เรื่องที่สอง) ก็กำลังเขียนอยู่ค่ะ ถ้ามีโอกาสทำหนังสือก็คงเป็นปลายปีนี้ไม่ก็ต้นปีหน้า ส่วนเรื่องที่เคยคุยกับพี่ ตอนนี้วางขายไปเกือบสี่เดือนแล้วค่ะ พี่เองก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ  คิดถึงเสมอค่ะ”

 


        ผมนั่งนิ่งเมื่ออ่านข้อความที่ตาลส่งมาจบลง
          ........................................
          ....................................

              “ สวัสดีค่ะ  จะโทรมาตอบคำถามเหรอค่ะ ”
              “ ขอโทษนะพี่พูดตรงๆนะ ตาลคงจะไม่โกรธพี่ใช่ไหม ”

      ผมเริ่มรู้สีกใจคอไม่ดี ในการที่ต้องตอบคำถามของตาล ความอึดอัดเริ่มเข้ามาเบียดเบียนความรู้สึก ที่จะบอกออกไปเป็นระยะๆ เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกของผู้ที่รอฟังอยู่หรือไม่
      ผมค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องแบบนี้ เพราะถ้ามันไม่ใช่อย่างที่คิดเอาไว้ ก็คงเท่ากับว่า สิ่งที่เราพูดไปเป็นการดูแคลนดูหมื่นคนที่ฟัง 
      แต่ถ้าเป็นจริงอย่างที่คิดเอาไว้ มันก็อาจจะกลายเป็นเหมือนเรื่องที่ซ้ำเติม หรือตอกย้ำสิ่งที่เธอเป็นอยู่ ให้เป็นแผลที่บาดลึกลงไป และบางทีบาดแผลอันนั้นอาจจะยังไม่ตกสะเก็ดดี มันก็จะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นใหม่อีกครั้งก็ได้ ถ้าถูกกระทบกระเทือนด้วยความรุนแรง นอกจากแผลจะอักเสบแล้วมันอาจกลายเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือบางทีแผลที่เริ่มแห้งจนตกสะเก็ดดีแล้ว ก็กลายเป็นแผลที่เน่าเฟะ เพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เกิดการระบมจนส่งผลเป็นความเจ็บปวดที่ซึมลึกไปถึงจิตใจได้เช่นกัน

              “ ค่ะไม่โกรธค่ะ จะโกรธทำไมล่ะค่ะคนพูดตรงๆดีออก ว่าไงค่ะพี่คิดว่าทำไมตาลถึงไม่เรียนต่อ”
      ลมหายใจยาวๆถูกผ่อนปรนออกมา เพื่อหวังว่าจะช่วยให้คลายความกังวลในสิ่งที่จะพูดออกไป


              “ ตาล...ตาลประสบอุบัติเหตุแล้วพิการใช่ไหม ก็เลยไม่ยอมเรียนต่อ ”
              “ ถูกครึ่งเดียวค่ะ ตาลไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ แต่ตาลเป็นโปลิโอ เดินไม่ได้มาตั้งแต่เกิดค่ะ”

      เสียงของความทรงจำ กำลังบอกเล่าเรื่องราวในวันวาน ปลุกผมให้ตื่นภวังค์ความเหงาอีกครั้ง

                                  ............................................................

ขอบคุณครับ ภาพจาก:internet

ขอบคุณครับ ผู้อ่านและแสดงความคิดอ่าน  ^  ^

text: แทณ จึงทวีสูตร
        ๓ กรกฎา' ๕๑